| Kate's profileKate's spaceBlogListsGuestbook | Help |
Kate's spaceall my fav |
|||||||||
|
|
It's gonna take sometimes, this time....
งาน งาน งานสวัสดีทุกคน
ไม่ได้อัพเดทบล๊อกซะนาน.. มีใครคิดถึงตูบ้างไหมเนี่ย
ตอนนี้ฉันได้งานทำแล้ว (เฮ) เป็นเลขาฯ นายฝรั่งต่างชาติผู้มีคาแร็คเตอร์ Moody..
ต่อไปนี้ฉันจะเรียกเขาว่า Madeye Moody
เพราะนอกจากจะขี้หงุดหงิดแล้ว he ยังชอบใช้สายตามองแบบ mad มากมาก (ทั้งๆ ที่ตูไม่ได้ commit any crimes!
แต่เอาเถอะ เพิ่งจะทำงานได้ไม่กี่วัน นั่งนับนิ้วมือนิ้วเท้าแล้วก็สรุปได้ว่า ทำงานมาได้เดือนกว่าๆ ทนๆ ไปก่อนล่ะสิ ที่พวกเธออยากจะพูดบอกฉันน่ะ ชิมิ
วันนี้แค่ just a quick hello ทั้งที่จริงๆ แล้วอยากจะบ่นเรื่องงาน แต่ไว้รอเก็บข้อมูลได้เยอะๆ ก่อน แล้วจะเอาเรื่องมาเผานั่งยางให้เพื่อนๆ พี่ๆ ฟังทีเดียวไปเรยยยย
วันนี้แค่นี้ก่อนแล้วกันนะคะ
บะบาย ไปดื่ม Beer กันเถอะ
“ป่ะ เกด ไปกินเบียร์กัน” หนิงชวน “ไปดิ..” เกดตอบ ……………………………. ที่ร้าน….. “เอาเบียร์อะไรดี” หนิงถาม “สิงห์ดิ.. ทุกทีก็กินสิงห์” เกดตอบ “เดี๋ยวนี้กินแต่ลีโอว่ะ กินลีโอกัน” หนิงชวน “เออๆ อะไรก็ได้ แล้วแต่แกละกัน” เกดตอบ “พี่ๆ เอาลีโอเล็ก สองขวด น้ำแข็งแก้วนึง” หนิงสั่ง ……………………………… เบียร์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่หนิงชอบ เกดก็ชอบ ใครอีกหลายคนก็ชอบ แต่มีใครรุ้บ้างไหมว่าเบียร์ทำมาจากอะไร มีกี่ประเภท อ่ะ ไม่ต้องแย่งกันตอบ (ว่าไม่เห็นอยากรู้) เพราะว่าฉันไม่ได้มาบอกว่ามันทำมาจากอะไร แต่ถ้าใครอยากรู้ ลองคลิกลิงค์นี้ http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B9%8C วันนี้แค่มาแบ่งปันรอยยิ้ม เศรษฐกิจไม่ดี ปัญหาเยอะแยะมากมาย ความเครียดก่อเกิด ฉันหวังว่ารูปภาพขำๆ จะทำให้เธอหลายคนยิ้มออกได้บ้าง
อิ อิ อิ ยิ้มออกกันบ้างหรือป่าวเนี่ย.. ขำๆ น่ะ อย่าคิดมาก Yesterday Once More (In memory of My Mother)วันที่ 16 พฤษภาคม... เป็นวันครบรอบการจากไปของแม่
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ผ่านไปแล้ว 8 ปี ฉันยังรู้สึกว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านไปเหมือนฝันร้าย
ฝันร้ายที่พรากเอาบุคคลอันเป็นที่รักที่สุดในชีวิตให้จากฉันไปตลอดกาล
หลายครั้งหลายคราว ฉันเผชิญหน้ากับอุปสรรค ปัญหานานา
บางครั้งยากลำบาก ท้อแท้จนสิ้นหวัง
โหยหา ความรักความเข้าใจ จากแววตาอ่อนโยนอบอุ่นของแม่
ที่เป็นกำลังใจให้ฉันเสมอ
วันนี้.... ไม่มีอีกแล้ว
หยาดน้ำตาแห่งความคิดถึง เอ่อท่วมท้นในดวงตา จนไหลอาบสองแก้ม
แม่จ๋า ลูกคิดถึงแม่เหลือเกิน....
เมื่อย้อนกลับไปนึกถึงอดีต... ความทรงจำเกี่ยวกับแม่นั้นแสนสุข
เรื่องราวดีๆ อบอวลในบรรยากาศ เต็มไปด้วยอุ่นไอรัก
แม้เราจะอยู่ในบ้านไม้สีมอซอหลังเล็กๆ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความรักความห่วงใยต่อกันน้อยลงไปเลย
ภาพของแม่ในความทรงจำของฉันคือ ผู้หญิงเก่ง เข้มแข็ง และจริงใจ
แม้บางครั้งที่แม่อาจดุ หรือ ดูเย็นชา ไปบ้าง
แต่นั้นก็เป็นเพียงแค่หน้ากาก.. ปิดบังความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ภายในหัวใจลึกๆ
เพราะแม่ต้องเลี้ยงลูกๆ 3 คนเพียงลำพังคนเดียว
ฉันไม่มีพ่อที่ทำหน้าที่ทำงานหาเลี้ยงครอบครัว พ่อเลิกกับแม่ตั้งแต่ฉันยังจำความไม่ได้
แต่ฉันก็ไม่ได้รู้สึกขาดหาย ว่างเปล่า เพราะขาดพ่อ
ตรงกันข้าม แม่กลับทำหน้าที่เป็น ทั้งพ่อและแม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ความทรงจำที่ฉันจดจำได้ดีที่สุดเกี่ยวกับแม่คือ แม่ชอบฟังเพลงมาก
ตื่นมาตอนเช้าก่อนไปขายของที่ตลาด แม่จะเปิดเพลงจากเทปคาสเซ็ตฟังทุกวัน
ฟังไป ร้องคลอตาม แล้วก็แต่งหน้าไปด้วย... ภาพเหล่านั้น ทำให้ฉันอมยิ้มทุกครั้งเมื่อนึกถึง
บางครั้งแม่จะเปิดเพลงไทยลูกกรุง เช่น สุนทราภรณ์ ชรินทร์ นันทนาคร รวงทอง ทองลั่นทม สวลี ผกาพันธ์ ฯลฯ
และบางครั้งก็เปิดเพลงสากลฟัง...
ตอนที่ฉันยังเล็ก เพลงสากลที่แม่ชอบฟัง ฉันฟังไม่รู้เรื่อง เพราะไม่รู้ภาษา
แต่ฉันก็ชอบฟัง เพราะทุกครั้งที่ฟัง ฉันเห็นตาคู่นั้นของแม่ฉายแววสดใส ร้องคลอตามเพลงอย่างมีความสุข
ฉันจึงรู้สึกสุขใจ ที่ได้ฟังเพลงเหล่านั้นด้วย
จนกระทั่งวันเวลาผ่านไป ฉันโตขึ้น ได้เรียนรู้ภาษา จึงเริ่มเข้าใจเพลงเหล่านั้น
ทำให้ฉันทวีความชอบขึ้นไปอีกมากมาย...
แม่กับฉัน เราฟังเพลงด้วยกัน ร้องคลอตามด้วยกัน.. มีความสุขเหลือเกิน
เพลงโปรดของแม่มีมากมาย หลายเพลง ที่ฉันจำได้ ก็อย่างเช่น
Yesterday Once More, Superstar, Top Of The World, (They Long to Be) Close to You และอีกหลากหลายเพลงของ Carpenters
Tennessee Waltz, Sad Movies (Make Me Cry), 7 Lonely days, The Way We Were, And I Love You So,
Let It Be Me, Greeen Field, Hello Darling, The Young Ones โอย.. สาธยายไม่หมด เพราะมีเยอะจริงๆ
หากย้อนเวลากลับไปได้ ฉันอยากให้เราทั้งสองคนได้ฟังเพลงด้วยกันอีก
เพราะวันนี้ ฟังเพลงทีไร ก็คิดถึงแม่ทุกครั้ง... แม้วันเก่าๆ จะย้อนคืนมาไม่ได้
แต่เพลงเหล่านั้น ช่วยพาฉันย้อนกลับไปสู่วันวานอันแสนสุข
เสียงเพลงยังก้องอยู่ในภาพความทรงจำที่มีแม่นั่งส่องกระจกแต่งหน้า... ร้องเพลง
รักและคิดถึงแม่เสมอ
น้องเกด
Dedicate to my mother: Oldies Goodies
ฝนตก-สัมภาษณ์งาน-ป่วย-Raining in my heart
ฉันชอบฤดูฝน....
เพราะในความหมองหม่นมีความปรารถนาดีซ่อนอยู่
ในยามที่เม็ดฝนโปรยปราย สายลมก็พัดเอาความปรารถนาดี
จากเมฆสีเทาลงสู่ผืนดิน ให้ชุ่มฉ่ำเย็นสบาย
...........................................
จริงอยู่ที่ว่าฉันชอบฤดูฝน เพราะอากาศยามฝนตกนั้นแสนจะชุ่มฉ่ำและเย็นสบาย
แต่ก็อดที่จะบ่นสักนิดไม่ได้ว่า ก่อนที่ฝนจะตก
เมฆกำลังตั้งเค้า ท้องฟ้าสีหม่นเทาอยู่ไกลๆ อากาศรอบตัวนั้นอบอ้าว ร้อนชื้นจนรู้สึกไม่สบายตัว
จนกระทั่งฝนลงเม็ด บรรยากาศก็เปลี่ยนไปเป็นชุ่มชื่น มาพร้อมกลิ่นหอมกรุ่นของผืนดินที่ฉันแสนรัก
เสียงฝนเปาะแปะๆ ฟังแล้วสบายใจเจือไอเหงา
บางครั้งท้องฟ้ามืดครึ้มอาจส่งเสียงคำรามกราดเกรี้ยวลงมาบ้าง แต่ก็มิได้มุ่งหมายทำร้ายใคร
ในทางกลับกัน มนุษย์ตอบแทนความหวังดีของธรรมชาติอย่างใจร้าย ร่วมกันทำลายสิ่งแวดล้อมมานับพันนับหมื่นปี
ผลกระทบจากความกราดเกรี้ยวของธรรมชาติ ฟ้าฝน ผืนดิน จึงลงทัณฑ์ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง
.......................................................
เมื่อวานเป็นวันที่ฉันต้องออกจากบ้านแต่เช้าไปพัทยา เพื่อสัมภาษณ์งาน
ราวกับฟ้าไม่เป็นใจ ฝนเทกระหน่ำลงมาแต่เช้ามืด
ฉันตื่นมาพร้อมกับความเศร้าหมองในหัวใจ "ให้ตายเถอะ.. วันนี้เปิดเทอมวันแรกด้วย"
รถติดเป็นแถวยาวอย่างกับที่คาดไว้ไม่มีผิด จะไปทันมั้ยเนี่ย นัด 11 โมงวันนี้ ตอนนี้ก็ปาเข้าไป 8.30 แล้ว
เอาเถอะ ยังไงก็ต้องไปให้ทัน ยังมีเวลาอีกตั้งสองชั่วโมงครึ่ง....
ฉันนั่งอยู่บนรถแท๊กซี่มุ่งหน้าสู่สถานีเอกมัย...
ฝนยังคงโปรยปราย ที่ปัดน้ำฝนทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย... รถติด ลงเดินน่าจะเร็วกว่า
แต่ครั้นจะเดินไปถึงพัทยาคงใช้เวลาหลายวัน
"พี่ๆ แท๊กซี่ไปพัทยาเท่าไหร่คะ"
"พันห้า" คนขับแท๊กซี่ตอบทันที
คิดถึงเงินที่มีเหลืออยู่ติดบัญชีพันสองพันกว่าบาท... จ่ายพันห้า จะคุ้มไหม?
ฝนตก รถติด แถมขากลับต้องจ่ายค่ารถประจำทางกลับอีก งานที่สมัครไปก็ไม่รู้ว่าจะลูกผีหรือลูกคน
"เที่ยวเดียวพันห้า หนูจ่ายไม่ไหวอ่ะ มันไม่คุ้ม วันนี้ไปสัมภาษณ์งาน 11 โมง พี่ว่าจะไปทันมั้ย"
"ไปรถทัวร์ก็เกือบสามชั่วโมง ตอนนี้จะเก้าโมงแล้ว น้องไปนานมั้ย"
"ไปสัมภาษณ์งานอย่างเดียวอ่ะ น่าจะไม่เกินชั่วโมง"
"งั้นไปกลับคิดให้ 1,700 ไหวมั้ย"
ฉันนิ่งคิด... ฝนตก รถติด ไม่รู้รถบัสจะออกกี่โมง ไม่รู้จักสถานที่...
ไม่อยากโทรไปเลื่อนนัด เพราะเหตุผลที่ไม่น่าฟัง อย่างเช่น ฝนตก รถติด ถึงมันจะจริงก็เหอะ
"โอเคพี่ ไปพัทยาเลย"
มองผ่านหน้าต่างรถแท๊กซี่ ฝนยังคงโปรยปรายตลอดทางไปพัทยา...
ฉันนั่งฟัง audiobook เรื่อง twilight เพื่อให้ตัวเองชินกับภาษาอังกฤษและสร้างสมาธิ
เมื่อไปถึง...
สถานที่สอบสัมภาษณ์สถานที่ฉันวาดภาพไว้ว่าจะได้เห็นคือตึกลักษณะแบบ Office Building ที่ไม่สูงมากนัก
แต่ภาพที่อยู่ตรงหน้า กลับตรงกันข้าม....
ตึกสีแดงหลังคารูปโดมแบบอาหรับในพื้นที่รอบล้อมด้วยรั้วแน่นหนา
ประตูทางเข้าไฟฟ้า มีพนักงานรักษาความปลอดภัยเป็นคนเปิดให้
ฉันเดินเข้าไป รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย...
ที่นี่การรักษาความปลอดภัยเข้มแข็ง ข้างในบริเวณตึกน่าจะมีอะไรสำคัญ หรือบุคคลสำคัญอยู่ในนั้น
แต่ก็นึกไม่ออกว่าเป็นสิ่งใด หรือ คนสำคัญคนไหน
ผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทายหลังจากที่พี่ security วอไปแจ้ง
"น้องกานต์ชนก จากกรุงเทพฯ ใช่มั้ยคะ"
"ค่ะ ใช่ค่ะ"
"เดี๋ยวน้องกรอกใบสมัครนะคะ เสร็จแล้วเดี๋ยวไปสัมภาษณ์ ตอนนี้อีกคนกำลังสัมภาษณ์อยู่"
ฉันรับใบสมัครมากรอก นึกในใจว่าฉันต้องกรอกใบสมัครแบบนี้อีกกี่ครั้งกันหนอ..
หวังว่าฉันจะได้งานเร็วๆ และไม่ต้องมานั่งกรอกใบสมัครเข้าทำงานอีก
หลังจากกรอกใบสมัครเสร็จ ฉันถูกพาไปนั่งในห้องที่เปิดแอร์เย็นจนหนาวโดยทิ้งสัมภาระไว้ที่ล๊อบบี้
เนื่องจากเป็นนโยบายของบริษัท ไม่อนุญาตแม้แต่ให้นำมือถือเข้าไปในตัวอาคาร
ช่างโชคร้ายเพราะลมเย็นจัดพ่นออกมาจากแอร์ลงตรงตำแหน่งที่ฉันนั่งพอดี
น้ำมูกใสๆ ไหลออกมา ฉันใช้มือเช็ดออก
สักครู่ พี่ผู้หญิงคนเดิมเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับผู้ชายหน้าตี๋ๆ รูปร่างสันทันคนหนึ่ง
แล้วแจ้งให้ทราบว่าผู้ชายคนนี้คือคนที่จะเป็นคนสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษ
คำถามที่ถามฉัน บางข้อเป็นคำถามที่ฉันไม่ได้คิดเลยว่าจะถูกถามในการสัมภาษณ์งานไม่ว่าที่ไหนก็ตาม
ลองดูสิว่าคุณเคยเจอคำถามแบบนี้บ้างไหม
นี่คือคำถามที่ฉันถูกถามเท่าที่จำได้
1. What is your nickname?
2. Can you introduce yourself?
3. What did you do last week?
4. Can you decribe the picture on the wall? What are they doing?
5. What is your plan for the future?
6. Do you know about our company? What we do?
7. What did you do yesterday?
8. What is the latest movie you have watched?
9. Can you tell me the story of the movie?
10. Do you have a boyfriend?
11. What will you plan to do after this?
ระหว่างการถามตอบ เจ้าตี๋แทบไม่ได้สนใจในคำตอบของฉันเลย
บางครั้งที่ฉันยังตอบคำถามไม่จบ เจ้านี่ก็ถามคำถามใหม่แทรกขึ้นมาอย่างไร้มารยาท
ฉันแอบฉุนเฉียวในใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เก็บไว้ในใจนานนัก
หลังจากสัมภาษณ์เสร็จ ตี๋ก็ออกจากห้องไป ทิ้งให้ฉันกับพี่ส้มอยู่ในห้องตามลำพัง
พี่ส้มเริ่มร่ายปาฐกถาเกี่ยวกับงานที่ทำ อัตราค่าจ้าง รายละเอียดคร่าวๆ ดังนี้
1. ทำงาน 6 วันต่อหนึ่งสับดาห์ เริ่มงาน 7.00 น. ถึง 19.00 น. (ฉันนั่งคำนวณแล้วคือ วันละ 12 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 72 ชั่วโมง) ทำอย่างนี้ 3 เดือนเต็มเพื่อทดลองงาน รับค่าจ้าง 15,000 บาท และสวัสดิการค่าที่พักอีก 3,500 บาท รับเงินทุกวันที่ 5 ของเดือน
2. หลังจากผ่านการทดลองงานแล้ว อาจได้ปรับเปลี่ยนเวลาทำงาน มี 2 แบบคือ 7.00 - 19.00 และ 9.00 - 19.00 หยุดเสาร์เว้นเสาร์ ปรับเงินเดือนขึ้นเป็น 22,000 บาท และสวัสดิการค่าที่พักอีก 3,500 บาท รับเงินทุกวันที่ 5 ของเดือน
3. หลังจากทำงานได้ 9 เดือน ปรับเงินเดือนขึ้นเป็น 28,000 บาท และสวัสดิการค่าที่พักอีก 3,500 บาท รับเงินทุกวันที่ 5 ของเดือน
ฉันฟังด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก หากได้ทำงานที่นี่ ชีวิตฉันคงคล้ายกับหุ่นยนต์
ภาพตัวเองหลอนเลือนลางอยู่ในหัว
ตื่น 6 โมง ล้างหน้าแปรงฟัน อาบน้ำ 6.45 ออกจากบ้านไปทำงาน
จากนั้นทำงานทั้งวัน หนึ่งทุ่มเตรียมตัวกลับบ้าน อาบน้ำ นอน และเริ่มต้นวันใหม่เป็นกงเกวียน กรรมเกวียน
แต่ว่าตอนนี้ไม่มีตัวเลือกให้ฉันมากนัก หลังจากส่งใบสมัครไปแล้วเกินกว่า 30 บริษัท
มีเพียงบริษัทนี้ตอบกลับมา ฉันจะทำไงได้ ก็มันเลือกมากไม่ได้...
หลังจากออกมาจากบริษัทแห่งนั้น ฉันก็มุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯ ทันที
ฝนพรำ...
เมื่อกลับมาถึงบ้าน... ฉันรู้สึกไม่สบาย น้ำมูกไหลไม่หยุดอย่างน่ารำคาญ
วันนี้ป่วย.... น้ำมูกไหล ปวดหัว
ตั้งแต่เมื่อคืนสายฝนยังโปรยปราย อยู่อย่างไม่ขาดสาย
ฉันเหงา... ไม่มีงานทำ ไม่มีเงิน ไม่มีคนรักให้กำลังใจ
ตอนนี้ฝนตกในใจฉัน แม้จะเป็นแค่ฝนพรำ.. แต่ก็ตกนานเหลือเกิน
Click to play Rainning in My Heart by Leo Sayer
Thanks for visiting!
|
||||||||
|
|